|
เรียนรู้การขับรถเกียร์ออโต้ |
|
P = Park จอดแบบล้อล๊อก
R = Reward เกียร์ถอยหลัง
N = Netural เกียร์ว่าง (รถไหลได้)
D = Drive เกียร์ขับเคลื่อนอัตโตโนมัติ
S = Sport เกียร์ ไว้เชนเกียร์เพื่อเริ่มแซง
L = Low เกียร์ต่ำสุด ไว้ใช้เมื่อขับทางลาดชันมากๆ
การเปลี่ยนเกียร์ไปมาระหว่างตำแหน่ง D และ
ตำแหน่งตัวเลข
สามารถเปลี่ยนได้ในขณะที่รถเคลื่อนที่เนื่องจากเป็นเกียร์เดินหน้าเช่นเดียว
กัน แต่ต้องถอนเท้าออกจากคันเร่งเพื่อให้รถยนต์ชะลอตัวก่อน
ไม่ควรเปลี่ยนเกียร์ขณะที่มีความเร็วสูง เพื่อความปลอดภัย
ส่วนการเปลี่ยนเกียร์ในตำแหน่งอื่นต้องทำขณะที่รถยนต์จอดสนิทอยู่กับที่เท่า
นั้น โดยขณะที่รถจอดอยู่กับที่และเกียร์อยู่ในตำแหน่ง N เมื่อ
ต้องการเปลี่ยนมาอยู่ในตำแหน่งเกียร์เดินหน้า
ต้องเหยียบเบรกไว้ตลอดเวลาขณะเปลี่ยนเกียร์
เพื่อป้องกันไม่ให้รถเดินหน้าทันที
เพราะอาจทำให้ผู้ขับขี่เกิดความตกใจจนกดเท้าลงบนคันเร่ง
เป็นเหตุให้รถพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วจนเกิดอุบัติเหตุได้
เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้วจึงยกเท้าออกจากแป้นเบรก
รถยนต์จะเดินหน้าไปเองอย่างช้าๆ โดยที่ไม่ต้องเหยียบคันเร่งแต่อย่างใด
การเปลี่ยนเกียร์ถอยหลังจากตำแหน่ง N เป็นตำแหน่ง R ต้อง
ทำเช่นเดียวกับการเปลี่ยนเกียร์เดินหน้า
เพียงแต่เพิ่มขั้นตอนในการกดปุ่มปลดล็อกบริเวณด้านข้างหัวเกียร์
ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้คันเกียร์เปลี่ยนไปอยู่ที่ตำแหน่ง R
โดยไม่ตั้งใจ สำหรับการเข้าเกียร์ในตำแหน่ง P ที่
จะต้องกดปุ่มปลดล็อกเช่นเดียวกัน
แต่จะต้องใช้ต่อเมื่อต้องการจอดรถอยู่กับที่นานๆ
และไม่จอดกีดขวางรถผู้อื่นเท่านั้น เพราะรถจะล็อกล้อไว้จนไม่สามารถขยับได้
ไม่ควรที่จะใส่เกียร์ในตำแหน่ง P ขณะ ที่จอดติดสัญญาณไฟแดง หรือข้างถนน
เพราะหากเกิดอุบัติเหตุถูกรถยนต์ที่จอดต่อท้ายมาชน
จะทำให้ล็อกเกียร์พังจนสร้างความเสียหายแก่เครื่องยนต์
นอกจากนั้นยังเกิดความพลั้งเผลอของตัวผู้ขับขี่เอง
เมื่อได้รับสัญญาณไฟเขียวแล้วรีบร้อนเข้าเกียร์โดยไม่ระวัง
ทำให้คันเกียร์ค้างอยู่แค่ตำแหน่ง R แทนที่จะเป็นตำแหน่ง D
จนเป็นเหตุให้รถถอยหลังไปชนกับรถยนต์ที่จอดต่อท้าย
แต่ปัญหาดังกล่าวไม่เกิดขึ้นในรถเกียร์ออโต้รุ่นใหม่ๆ เพราะมีการออกแบบมาให้สตาร์ตเครื่องยนต์ได้ต่อเมื่อเหยียบเบรกไว้เท่านั้น
อีกปัญหาหนึ่งที่ผู้ขับขี่ละเลย คือ การวางตำแหน่งเท้าขวาไว้ที่คันเร่งตลอด ยกเว้นเมื่อต้องเหยียบเบรกเท่านั้น
เมื่อเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้น
สัญชาตญาณจะสั่งให้เท้าออกแรงกดทันทีเพื่อหยุดรถให้เร็วที่สุด
แทนที่รถจะชะลอหรือหยุดลงตามที่ต้องการ กลับเป็นการเร่งความเร็วเพิ่มขึ้น
อุบัติเหตุที่เกิดจากสาเหตุนี้มีอยู่บ่อยมาก
ดังนั้น ทุกครั้งที่ถอนเท้าออกจากคันเร่งควรยกมารอไว้ที่แป้นเบรกเสมอ
ควรฝึกวางส้นเท้าขวาไว้หน้าแป้นเบรก แล้วใช้วิธีเบี่ยงปลายเท้าไปกดคันเร่ง
เมื่อทำจนเคยชินเวลาที่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา
เพียงเบี่ยงปลายเท้าออกจากคันเร่งจะกลับมาเหยียบเบรกในทันที
" การเรียนรู้ให้เข้าใจ การขับขี่อย่างถูกวิธี และสำคัญที่สุดคือไม่ประมาท จะช่วยลดการสูญเสียได้"
|